mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday81
mod_vvisit_counterYesterday287
mod_vvisit_counterThis week1202
mod_vvisit_counterLast week1528
mod_vvisit_counterThis month4861
mod_vvisit_counterLast month2272
mod_vvisit_counterAll days239921
5 เทคนิคประหยัดแบตเตอรี่แบบฉุกเฉินบน Android PDF พิมพ์ อีเมล
วันพุธที่ 19 พฤษจิกายน 2014 เวลา 10:23

5 เทคนิคประหยัดแบตเตอรี่แบบฉุกเฉินบน Android

   เชื่อว่าหลายคนที่ใช้โทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน ต้องเคยตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่แบตเตอรี่เหลือประจุอยู่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แถมยังต้องเปิดโทรศัพท์ทิ้งไว้เพื่อรอสายสำคัญ แล้วคุณยังลืมพกแบตเตอรี่สำรองติดตัวมาอีก จะทำอย่างไรล่ะทีนี้? เรามี 5 วิธีง่ายๆสำหรับยืดอายุการใช้งานแบบฉุกเฉินบนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์มาฝากครับ


1. ปิดสัญญาณอินเตอร์เน็ต

     ตัวการสำคัญที่ทำให้สมาร์ทโฟนในปัจจุบันกินแบตฯอย่างมหาศาล อันเนื่องมาจากการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเครือข่าย 3G ตลอดเวลานั่นเอง

     ซึ่ง หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่แบตเตอรี่ใกล้หมด แล้วไม่สามารถหาที่ชาร์จแบตได้ ก็ให้ปิดการเชื่อมต่อ Data ไปเสียเลย วิธีนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่เพื่อให้มีเวลาสแตนบายเพิ่มขึ้นอีก เยอะ

     แต่หากคุณจำเป็นต้องใช้แอพพลิเคชั่นประเภทส่งข้อความอย่าง WeChat หรือไลน์ ที่ใช้ปริมาณ Data ไม่มากแล้วล่ะก็ คุณสามารถเลือกใช้การเชื่อมต่อแบบ 2G แทน ซึ่งกินไฟน้อยกว่าแบบ 3G มาก

2. ปรับความสว่างหน้าจอลง

     ความสว่างของหน้าจอเป็นอีกหนึ่งตัวการกินแบตเตอรี่บนสมาร์ทโฟน ยิ่งหน้าจอโทรศัพท์ใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ การกินไฟก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น

     หาก ตกอยู่ในกรณีฉุกเฉิน คุณสามารถปรับความสว่างหน้าจอให้น้อยที่สุด เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้มากที่สุด แต่วิธีก็จะทำให้มองหน้าจอได้ลำบากขึ้นด้วยโดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่กลางแจ้ง

3. ปิดการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ Bluetooth

     หลาย คนมักเปิดการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Bluetooth ทิ้งเอาไว้ เพื่อความสะดวกเวลาเข้าไปยังสถานที่ที่เชื่อมต่ออยู่เป็นประจำ เช่น ในบ้าน, ที่ทำงาน หรือ บนรถ เป็นต้น

     แต่ หากอยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยเชื่อมต่อสัญญาณไวไฟ โทรศัพท์ก็จะพยายามสแกนเพื่อหาสัญญาณอยู่ตลอดเวลา เป็นตัวการของการสูบแบตฯโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีหากต้องการยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ก็ให้ปิดการเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi และ Bluetooth ไปเลยจะดีที่สุด

4. Kill การทำงานทุกแอพพลิเคชั่น

     ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์นั้น สามารถเปิดแอพพลิเคชั่นหลายตัวไปพร้อมๆกันได้ โดยที่แต่ละแอพฯยังคงทำงานแบบ Background อยู่

     ซึ่ง อาจทำให้เปลืองแบตเตอรี่โดยไม่จำเป็น เนื่องจาก CPU ยังคงทำงานเพื่อประมวลผลแอพฯเหล่านั้นโดยไม่จำเป็น ทางที่ดีคุณควร Kill แอพพลิเคชั่นเหล่านั้นทิ้งไปก่อน หรือหากไม่แน่ใจก็อาจใช้คำสั่ง 'Force Stop' โดยเข้าไปที่ 'Settings' แล้วตามด้วย 'Apps' จากนั้นจึงเลือกหยุดการทำงานของแอพฯที่ต้องการได้เลย

5. ปิดฟังก์ชั่นที่ต้องใช้เซ็นเซอร์ตลอดเวลา

     สมาร์ท โฟนแอนดรอยด์บางรุ่น อาจมีฟังก์ชั่นสัมผัสหน้าจอเพื่อเปิดเครื่อง หรือ ฟังก์ชั่นประเภทลากมือผ่านหน้าจอเพื่อเปิดดูนาฬิกาเป็นต้น

     ซึ่ง ฟังก์ชั่นเหล่านี้จะทำให้เซ็นเซอร์มีการทำงานตลอดเวลาแม้ในขณะปิดเครื่อง ส่งผลต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ขณะนั้น ทางที่ดีควรปิดฟังก์ชั่นเหล่านี้ไปก่อนหากมีความจำเป็นต้องยืดอายุแบตเตอรี่ ในยามฉุกเฉิน

     เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีเวลาสแตนบายเพิ่มขึ้น ให้กับสายโทรศัพท์สำคัญๆที่คุณกำลังรออยู่ในเวลาฉุกเฉินได้แล้วล่ะครับ